Search
  Cover Story (2)
  News in News (34)
  K-Contents (0)
  K-Food Story (3)
  K-Festival (5)
  Fashion (0)

      หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก โลกหยุดหมุน ณ กรุงโซล
 
  หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก โลกหยุดหมุน ณ กรุงโซล  
     
   
 

หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก
ที่นี่ล้อมรอบด้วยพระราชวัง Gyeongbok พระราชวัง Changdeok และศาลเจ้า Jongmyo หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก เป็นที่ตั้งของบ้านโบราณหลายร้อยหลัง ซึ่งเป็นบ้านของชาวเกาหลีแบบดั้งเดิม ในสมัยราชวงศ์โชซอน วันนี้หลายหลังเปลี่ยนเป็นศูนย์วัฒนธรรม เกสต์เฮาส์ ร้านอาหาร และร้านขายชา กาแฟ ให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสัมผัส เรียนรู้ และดื่มด่ำกับวัฒนธรรมเกาหลีแบบดั้งเดิม วันนี้เรามาลองสัมผัสบรรยากาศ ชมสถาปัตยกรรมแบบย้อนยุคของหมู่บ้านแห่งนี้ ที่ใครมาเยือนก็ต้องเดินถ่ายรูป ทั่วทั้งตรอกซอกซอยอันคดเคี้ยว และมนต์เสน่ห์แห่งวิถีชีวิตที่ติดตาตรึงใจ

ประวัติโดยย่อ

หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก  ถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของกรุงโซล ที่นอกเหนือไปจาก N Seoul Tower, แม่น้ำ Cheonggyecheon และแหล่งชอปปิงอื่นๆ ฯลฯ

ตามความเชื่อของ ลัทธิขงจื้อ และ พุงซู หรือศาสตร์ทางธรณีวิทยา บุกชอนฮันอก ตั้งอยู่บนทำเลที่เป็นมงคล หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภูเขา Baegak และ Eungbongsan ล้อมรอบไปด้วยป่าเขียวขจี ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงาม

ภายในหมู่บ้านประกอบด้วยย่าน Wonseo-dong, Jae-dong, Gye-dong, Gahoe-dong และย่าน Insa-dong หมู่บ้าน บุกชอนฮันอก ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โชซอน ย้อนกลับไปประมาณกว่า 600 ปี (1392-1897)

เนื่องจากอยู่ใกล้กับพระราชวังหลักสองแห่งของเมือง แต่เดิมจึงเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการระดับสูง พร้อมครอบครัว บ้านฮันอก แบบดั้งเดิมถูกสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมเฉพาะ ออกแบบมาเพื่อให้กลมกลืนกับภูมิประเทศโดยรอบ และสอดคล้องกับสภาพอากาศ เช่นหลังคาโค้งยาว และพื้นบ้านแบบ ondol ที่ช่วยทำให้บ้านมีความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

 

พื้นบ้าน ondol แบบดั้งเดิม เป็นถูมิปัญญา อันชาญฉลาด ของผู้คนในยุคสมัยนั้น ที่ต้องปรับตัวให้อยู่รอดกับความเหน็บหนาวของอากาศ โดยสร้างพื้นบ้านให้มีช่องใต้พื้น เพื่อรับไอความร้อน จากเตาไฟในครัว ให้มวลความร้อนแผ่กระจายไปทั่วพื้นบ้าน

พื้นบ้าน ondol สมัยใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้ โดยใช้ ขดลวดไฟฟ้า ปล่อยความอบอุ่น สู่พื้นห้อง แต่ยังคงหลักการเช่นเดิมในอดีต

 

การเปลี่ยนผ่านจากยุคสู่ยุค

ในสมัยราชวงศ์โชซอน ผืนดินถูกจับจองโดยขุนนาง ชั้นผู้ใหญ่ ถูกแบ่งสรรปันส่วน เป็นพื้นที่ก่อสร้างเล็กๆ ด้วยเหตุผลทางสังคม และเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนประชากรที่หลั่งใหลเข้ามาจับจอง และสร้างเมืองใหม่ขึ้นในปี พ.ศ. 2473 หลังการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเมืองในยุคนี้ สะท้อนถึงการขยายตัวทางสังคม ที่เปลี่ยนแปลงผังเมืองไปอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ชาวบ้านเริ่มครอบครองพื้นที่ใกล้เคียง และบางส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวทางชายขอบทางเศรษฐกิจ ที่ไม่สามารถหาที่พักที่ทันสมัยได้ บางบ้านก็อาศัยอยู่กลมกลืนกันไป หลายหลังอพยพไปอยู่อพาร์ตเมนต์สูง กลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ทางสายตา ที่เปลี่ยน Landscape ของกรุงโซล ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสังคมเมืองหลวง อย่างเช่นทุกวันนี้ 

ในความเป็นจริง หลายๆ วัฒนธรรม โบราณสถาน ต้องล่มสลายหายไป เพื่อหลีกทางให้กับความศิวิไลซ์ อาคาร สำนักงานสมัยใหม่ และตึกสูงระฟ้า จนชุมชนเก่าๆ อาจไม่เหลือรอดอยู่อีกต่อไป

โชคดี...ที่ความพยายามในการอนุรักษ์ ปกป้องโบราณสถาน สถาปัตยกรรม รวมถึงกฎหมายที่เข้มงวด ได้คุ้มครองหมู่บ้านโบราณแห่งนี้ ที่เหลืออยู่ประมาณ 900 หลัง ให้คงรอดมาจนถึงปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว ต้องขอบคุณ แนวคิดของคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็นความงามของตัวอาคาร และสถานที่ รวมถึงรสนิยม ที่มองเห็นคุณค่า ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ได้ปรับปรุงภายในบ้านโบราณ ที่ยังคงผสมผสานความเก่าและใหม่ ด้วยวัสดุ และรูปแบบ ที่นำมาตบแต่ง ผสมผสานกลมกลืนกับของที่มีอยู่เดิม เปลี่ยนเป็นร้านรวงต่างๆ ที่พักอาศัย และแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ได้อย่างสวยงาม และไม่ลืมรากเหง้าของตน วันนี้ บุกชอนฮันอก เป็นที่ชื่นชอบของคนท้องถิ่น รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย และด้วยบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ ที่สร้างขึ้นมาจากความแตกต่างอย่างสุดขั่ว ทั้งยุคเก่า และเทรนด์ใหม่ๆ ก็คงจะไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันจะยังคงเป็นอยู่อย่างนี้ อีกนานเท่านาน