Search
  Cover Story (2)
  News in News (34)
  K-Contents (0)
  K-Food Story (3)
  K-Festival (5)
  Fashion (0)

      Korea History
 
  Korea History  
     
   
 
 “แดจังกึม” หญิงสาวชาวเกาหลีที่เข้ามาทำให้คนไทยรู้จักเมื่อหลายปีก่อน เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมที่แนะนำให้คนไทยจำนวนมากรู้จัก ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ค่านิยม รวมถึงวิถีชีวิตของคนเกาหลี ตามมาด้วยละครอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่นๆ มากมาย และในความเป็นจริง พื้นที่บนคาบสมุทรเกาหลีเองก็มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจไม่น้อย
ต้นกำเนิดตามตำนาน
เกาหลี ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีโดยมีพื้นที่ทางเหนือติดกับประเทศจีนและแมนจูเรีย  ชนชาวเกาหลีเรียกตัวเองว่า “ฮันกุก” แรกเริ่มในพื้นที่แห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นชนเผ่าต่าง ๆ โดยเผ่าแรกที่พบ คือ โชซอนโบราณ ซึ่งมีตำนานโบราณตามความเชื่อของชาวเกาหลี เล่าถึงต้นกำเนิดชนชาติของตนว่า  “เจ้าชายฮวางอุง” โอรสของเทพสูงสุดลงมาสร้างเมืองที่ภูเขาแตแบกซาน แต่งงานกับหญิงสาวที่กลายร่างมาจากหมี จนมีโอรสชื่อ “ทันกุน” ซึ่งต่อมาเป็นผู้ก่อตั้ง “อาณาจักรโชซอนโบราณ” เมื่อประมาณ 2333 ปีก่อนคริสตกาล ตามความเชื่อของชนชาติเกาหลี
ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ ชนเผ่าโชซอนโบราณเป็น ชนเผ่าดั้งเดิมในพื้นที่แห่งนี้ในช่วงปี พ.ศ. 434 ในยุคจักรพรรดิฮั่นอู๋ตี้ ของจีนประเทศจียกทัพเข้ายึดดินแดนคาบสมุทรเกาหลี และตกอยู่ในการปกครองของจีน โดยพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็น 4 มณฑล ได้แก่ มณฑลนังนัง, มณฑลชินบอน, มณฑลอินดุน และ มณฑลฮยอนโท แต่ราชวงศ์จีนได้ปกครองอย่างจริงจังเพียงมณฑลเดียวคือมณฑลนังนัง ทำให้มณฑลอื่นแยกตัวเป็นเอกราชและตามมาด้วยมณฑลนังนังในที่สุด (ซึ่งต่อมามลฑลนังนังถูกอาณาจักรโคกูเรียวโจมตีและขับไล่จีนออกไปได้)

ยุค 3 อาณาจักรแห่งเกาหลี
หลังจากแยกตัวเป็นเอกราชจากจีน ดินแดนเกาหลีมีการแบ่งแยกออกเป็น 3 อาณาจักร คือ
 อาณาจักรโคกูเรียว  (Gogueryeo)
 อาณาจักร แพ็กเจ
 อาณาจักรชิลลา 
ซึ่งทั้ง 3 อาณาจักรมีการสู้รบทำสงครามกันมาตลอด จนในที่สุดอาณาจักรชิลลาร่วมมือกับราชวงศ์ถังของจีน ยึดครองทั้ง อาณาจักรแพ็กเจ และอาณาจักรโคกูเรียว ทำให้เกาหลีรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาอาณาจักรชิลลากับราชวงศ์ถังเกิดขัดแย้งกัน อาณาจักรชิลลาจึงเข้ายึดอาณาจักรโคกูรยอจากจีนและเข้าปกครองคาบสมุทรเกาหลีอย่างเด็ดขาดเมื่อ พ.ศ. 1278  เมื่ออาณาจักรชิลลาอ่อนแอ ประกอบกับมีสงครามกับจีน และการสู้รบกับชนเผ่า ทำให้อาณาจักรต่าง ๆ ล่มสลาย จนในที่สุด “วังกอน” (แม่ทัพของอาณาจักรฮูโกคูเรียวซึ่งเป็นอาณาจักรที่เกิดขึ้นใหม่ ) ก็ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าแทโจ และเปลี่ยนชื่ออาณาจักรเป็นโครยอ เพื่อสืบต่อจากโคกูเรียว อาณาจักรโบราณที่ยิ่งใหญ่ 

ความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์โชซอน
เมื่อราชวงศ์โครยอล่มสลายและถูกยึดอำนาจโดยชาวมองโกล ขณะนั้นเกาหลีต้องเผชิญปัญหาการรุกรานจากโจรสลัดญี่ปุ่นสลับกับการรุกรานจากจีน การสู้รบที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้อิทธิพลของกองทัพมีอำนาจมาก นำไปสู่การยึดอำนาจของนายพล “ลี ซองกเย” และสถาปนาราชวงศ์ใหม่คือ “ราชวงศ์โชซอน” และ สถาปนาตนเองเป็น “พระเจ้าแทโจ” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โชซอน (พระนามเดียวกันกับ พระเจ้าแทโจแห่งอาณาจักรโครยอ) ในยุคนี้มีการส่งเสริมลัทธิขงจื๊อและลดอิทธิพลของพุทธศาสนาลง ใช้ระบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  และมีลักษณะทางสังคมแบบแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน ในยุคสมัยนี้วัฒนธรรมของชนชาติเกาหลีรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยกษัตริย์เซจงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษร “ฮันกึล” ซึ่งเป็นอักษรเกาหลีที่นำมาใช้แทน “ฮันจา” หรืออักษรจีน
ปลายยุคสมัยของราชวงศ์โชซอน เกิดความแตกแยกในหมู่ขุนนาง อีกทั้งมีความแตกต่างระหว่างชนชั้นเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราชวงศ์โชซอนเสื่อมลง ประกอบกับการถูกรุกรานจากจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างหนัก จนในที่สุดญี่ปุ่นก็เข้ายึดครองประเทศเกาหลีตามสนธิสัญญาการรวมญี่ปุ่นซึ่งสนธิสัญญานี้เป็นการยอมรับของญี่ปุ่นเพียงฝ่ายเดียว และญี่ปุ่นได้พยายามล้มล้างราชวงศ์โชซอน มีการเผาทำลายพระราชวัง เปลี่ยนแปลงระบบภาษี รวมถึงการส่งข้าวจากเกาหลีไปญี่ปุ่นทำให้ประชาชนเกาหลีเกิดความอดอยาก หลังจากการสวรรคตของ กษัตริย์โกจง (Gojong) ด้วยยาพิษ ทำให้เกิดการเรียกร้องเอกราช ทั่วประเทศ ส่งผลให้ชาวเกาหลีกว่า 7,000 คนถูกฆ่าโดยทหารและตำรวจญี่ปุ่น การลุกขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึก ญี่ปุ่นยังพยายามลบล้างความเป็นชาติของเกาหลีด้วยการห้ามสอนประวัติศาสตร์และภาษาเกาหลีในโรงเรียน และการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่เป็นเกาหลีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีถูกบังคับให้มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น สิ่งของมีค่าถูกนำออกจากประเทศ หนังสือพิมพ์ถูกห้ามตีพิมพ์ด้วยภาษาเกาหลี หนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ถูกเผาทำลายมากมาย ชาวเกาหลีจำนวนมากได้จัดตั้งขบวนการกู้เอกราช “ดุงนิปกุน” (Dungnipgun) เพื่อทำสงครามต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น และมีชาวเกาหลีกว่าหมื่นคนเข้าร่วมในกองทัพปลดปล่อยประชาชนและกองทัพปฏิวัติแห่ง ชาติ เป็นยุคที่เกาหลีบอบช้ำเป็นอย่างมาก ชาวเกาหลีล้วนอดอยาก ช่างฝีมือก็เสียชีวิตในสงคราม เป็นยุคที่เสื่อมโทรมทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

ความบอบช้ำในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ชายชาวเกาหลีถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมรบในกองทัพญี่ปุ่นในขณะที่ ผู้หญิงจากจีนและเกาหลี จำนวนมากถูกส่งไปเป็นนางบำเรอให้กับทหารญี่ปุ่น
 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงโดยญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม สหรัฐอเมริกาดูแลเกาหลีใต้ ส่วนสหภาพโซเวียตดูแลเกาหลีเหนือ โดยใช้เส้นขนานที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง การแบ่งแยกครั้งนี้เป็นเพียงการแบ่งแยกชั่วคราว และจะให้เอกราชแก่เกาหลีเมื่อสี่ชาติมหาอำนาจคือ สหรัฐฯ สหภาพโซเวียต อังกฤษ และจีน จัดการปกครองในเกาหลีสำเร็จ
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2490 สหรัฐฯ ส่งปัญหาเกาหลีเข้าสู่สหประชาชาติเพื่อให้เกาหลีเป็นรัฐเดียวที่มีเอกภาพ แต่ผลจากสงครามเย็นทำให้สหรัฐฯ วางแผนต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้เกิดการแยกประเทศ กลายเป็นสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจและการปกครองต่างกัน โดยสหประชาชาติยอมรับสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เป็นตัวแทนเกาหลีในสหประชาชาติเพียงรัฐเดียว
จนในที่สุดสงครามเกาหลีก็เกิดขึ้น เมื่อเกาหลีเหนือยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 องศา บุกเข้าโจมตีเกาหลีใต้ และเหตุการณ์เริ่มบานปลายเมื่อประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ข้องเกี่ยวในสงครามครั้งนี้ด้วย การสู้รบบนคาบสมุทรเกาหลีเกิดขึ้นอย่างดุเดือด ทั้งการทิ้งระเบิดอย่างหนัก การสู้รบแบบกองโจร และยุทธวิธีอื่นๆ มากมายตลอดระยะเวลาประมาณสามปี สงครามดำเนินไปจนมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 แต่ความบอบช้ำแสนสาหัสนี้ย่อมตกอยู่กับชาวเกาหลีซึ่งมีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่า 1 ล้านคน บ้านเมืองถูกทำลายย่อยยับ ประชาชนเกาหลีต้องทนทุกข์จากสงครามจากชาติมหาอำนาจ
ประวัติศาสตร์บนคาบสมุทรเกาหลี ที่มีมาโดยตลอดตั้งแต่การสู้รบของชนเผ่า การชิงราชบัลลังก์จนไปถึงมหาสงคราม หล่อหลอมให้คนเกาหลีเป็นชนชาติที่อดทน หวงแหนวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับชนชาติของตนอยู่เสมอ 
ในช่วงแห่งความยากลำบาก ท่ามกลางการกดขี่ข่มเหง จนเกาหลีแทบไม่เหลือความเป็นชาติและศักดิ์ศรีในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความรักที่มีต่อประเทศชาติและแผ่นดินเกิดที่คนเกาหลีมีอยู่ในสายเลือด ทำให้ไม่อาจลืมความเป็นชาติของตนได้ ความยากลำบากที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันถึงความอดทนและความมุ่งมั่นของคนเกาหลี ที่วันนี้กลับพลิกฟื้นวัฒนธรรม สังคม รวมถึงเศรษฐกิจที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่แถวหน้าของโลก เมื่อใดที่เกิดความแตกแยกของคนในชาติ (เมื่อใดที่คนในชาติแตกแยก) ย่อมนำมาซึ่งความบอบช้ำต่อประเทศเสมอ ความสามัคคีของผู้คนในชาติจะเป็นภูมิคุ้มกัน และเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนชาติให้รุ่งโรจน์ จนสามารถส่งต่อความภาคภูมิใจ และความเป็นชาติให้คนรุ่นหลังสืบไป