Search
  Cover Story (2)
  News in News (34)
  K-Contents (0)
  K-Food Story (3)
  K-Festival (5)
  Fashion (0)

      From Asia to Hollywood : The Renaissance of Korean Movie
 
  From Asia to Hollywood : The Renaissance of Korean Movie  
     
   
 
Movie Column 
From Asia to Hollywood : The Renaissance of Korean Movie
ช่วงปี 2012 จนเข้าสู่ปี 2013 เราอาจเรียกว่าเป็นยุคเรเนสซองส์ ( Renaissance - ยุคที่ยอมรับกันว่าเกิดขึ้นจากประเทศอิตาลีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 เป็นช่วงที่มีการฟื้นฟูศิลปวิทยาแขนงต่างๆ อย่างจริงจัง  ทั้งด้านศิลปะ สังคม วัฒนธรรม ) ของวงการภาพยนตร์เกาหลีก็ว่าได้  เพราะมันคือก้าวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงวงการภาพยนตร์เอเชียให้ก้าวไปสู่ระดับโลกอย่างภาคภูมิ  สัปดาห์แรกของปี  2013 ภาพยนตร์ที่มีผู้ชมมากที่สุดอันดับ 1 ในเกาหลีใต้คือ The Tower  ในขณะที่หนังทำเงินจากฮอลลีวูดอย่างเช่น Hobbit : An Unexpected Journey และ Les Miserables เข้าฉายพร้อมกัน แต่ผู้ชนะคือภาพยนตร์เกาหลี 
The Tower คือ Tower Ring เวอร์ชั่นเกาหลี  เป็นเรื่องราวจากการเกิดไฟไหม้ในตึกสูงของกรุงโซลและมีคนที่ติดอยู่ในตึก พยายามหาหนทางที่จะมีชีวิตรอด  สำคัญมากตรงที่ว่าหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนี่งที่สามารถเห็นเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเกาหลีได้ชัดเจน  ทั้งคอมพิวเตอร์กราฟฟิค และสเปเชียลเอฟเฟ็กที่พัฒนาไปมากของภาพยนตร์เกาหลี  แม้ก่อนหน้านี้จะมีเรื่อง Haeundae ( 2009 ) และ   Sector 7 ( 2011 ) ภาพยนตร์เรื่อง The Tower นี้ทำให้เรามั่นใจว่าภาพยนตร์เกาหลีจะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จในปี 2013 ด้วย
 ในปี 2012 ไม่ได้มีแต่กังนัมสไตล์ของ PSY หรือวงการเพลงที่ดังเป็นพายุไปทั่วโลก แต่ภาพยนตร์เกาหลี ก็ประสบความสำเร็จมากด้วยเช่นกัน   ในปีนั้นมีหนังเรื่อง The Thieves ( มีผู้ชม 13 ล้านคน ) และเรื่องกวังเฮ ( มีผู้ชม 12.38 ล้านคน ) และในปีนั้นเช่นกันที่มีจำนวนผู้ชมที่เลือกเข้าไปดูภาพยนตร์เกาหลีมากกว่า 100 ล้านคน   ขอเล่าอีกนิดว่าถ้ารวมภาพยนตร์ต่างประเทศและภาพยนตร์เกาหลีเข้าด้วยกัน  ในปี 2012 นั้นมีภาพยนตร์เข้าฉาย 464 เรื่อง ( เป็นภาพยนตร์เกาหลี 149 เรื่อง ภาพยนตร์ต่างประเทศ 315 เรื่อง )  ถ้ารวมภาพยนตร์เก่าและภาพยนตร์จิปาถะอื่นๆ ที่เข้าฉายก็มีทั้งหมด 978 เรื่อง  รายได้ของโรงภาพยนตร์ทั้งหมดในปีนั้นจะมีมูลค่าเท่ากับหนึ่งแสนสี่หมื่นล้านวอน ( สี่หมื่นล้านบาท ) ระบุสถิติจำนวนผู้ชมทั้งหมด 190 ล้านคน  ฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่านี่คือสถิติสูงสุดของประวัติศาสตร์ ในอนาคตอันใกล้ อาจจะมีจำนวนผู้ชมต่อปีจะมีมากถึง 200 ล้านคน และมีรายได้หนึ่งแสนห้าหมื่นล้านวอน ( สี่หมื่นสองพันแปดร้อยห้าสิบเจ็ดล้านบาท ) !!!! 
 เราเป็น 1 ใน Top Ten ของโลกซะแล้ว ขนาดของตลาดก็ใหญ่ขึ้น  แต่การพัฒนาของคุณภาพก็น่าประทับใจเหมือนกัน  ยกตัวอย่างเช่น  ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ผู้กำกับคิมกีด็อก ( Kim Ki Duk ) ได้รับรางวัล Best Film - Golden Lion Award  ใน Venice International Film Festival 2012 ครั้งที่ 69 ซึ่งเป็นงานที่จัดมายาวนานและเป็นเครื่องการันตีชั้นดี  งานเทศกาลภาพยนตร์ที่เป็นสุดยอดของวงการอีกงาน อย่าง Cannes Film Festival  ก็มีผู้กำกับฮงซังซู ( Sang-soo Hong ) จากเรื่อง In Another Country และผู้กำกับอิมซังซู ( Sang-soo Im ) จากเรื่อง The Taste of Money ได้รับการโหวตให้เป็นตัวแทนของเอเชีย   
ผู้กำกับพักชันอุก ( Chan-wook Park ) คิมจีอุน ( Jee-woon Kim ) พงจุนโฮ ( Joon-ho Bong )  จ้างนักแสดงระดับ Top Star ของฮอลลีวูดสร้างหนังเรื่องใหม่ของพวกเขา  ภาพยนตร์เกาหลีจึงกำลังเป็นที่นิยมในเวทีโลก  หลายเรื่องได้รับการจับตามองมากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดเสียอีก  ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามทางสุนทรียภาพทั้งหมดทั้งมวลของหนังหรือจะเป็นทางด้านธุรกิจก็ทำได้ดี  แม้แต่ในยุโรปและอเมริกาก็ยังทำเงินได้  เรียกว่ามีการปักธงไว้ ณ จุดสูงสุดบ้างแล้ว 
 หลังจากเรื่อง Fight for Justice เข้าฉายที่เกาหลีในปี 1919  เรียกว่ายังไม่เคยมีพายุแรงขนาดนี้ในประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์เกาหลีมาก่อน   นอกจากเอ็นเตอร์เทนเม้นท์แล้ว  ภาพยนตร์เกาหลีก็เป็นเสาหลักของ Korean Wave ด้วย   ทุกคนกำลังรอลุ้นว่าในปี 2013 จะเป็นอย่างไร  เนื่องจากปี 2012 ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด   ทั้งๆ ที่มีบางปีที่คงที่  แต่ปี 2012  เป็นปีที่เหมือนกับการซ่อมแซม บำรุงเครื่องยนต์   เพื่ออะไรนะหรือ ? ก็เพื่อให้ขับเคลื่อนไปได้อีกไกล 

ภาพยนตร์ที่ใช้เงินลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์  “Snow Piercer” ( 40,500 ล้านวอน หรือ 1,157 ล้านบาท) และ      “Mister Go” ( 27,500 ล้านวอน หรือ 785 ล้านบาท)
ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องที่เป็นตัวแทนของปี 2013 คงต้องเลือกเรื่อง Snow Piercer ของผู้กำกับพงจุนโฮ  และเรื่อง       “Mister Go”  ของผู้กำกับคิมยงฮวา ( Yong-wha Kim )  สองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่บริษัท CJ E&M และ Show Box ซึ่งเป็นสองบริษัทที่น่าเชื่อถือในวงการภาพยนตร์ภูมิใจเสนอ  จุดเด่นอยู่ที่ว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่แสดงเทรนด์ globalization หรือเรื่องราวความเป็นไปทางสังคมที่เกิดขึ้น   การกลับมาของผู้กำกับดังทำให้ภาพยนตร์สองเรื่องนี้คงต้องแข่งขันกันในช่วงฤดูร้อน  ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องใช้เงินลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลี    ถ้าในปีที่ผ่านมาภาพยนตร์เกาหลีไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ได้ออกสู่ตลาดต่างประเทศ   เรื่องต่อๆ มาก็คงไม่ใช้เงินลงทุนมากขนาดนี้   นี่น่าจะชี้ให้เห็นแล้วว่าทั้งสองเรื่องเป็นผลงานในระดับเวทีโลกจริงๆ 
พงจุนโฮและคิมยงฮวาเป็นผู้กำกับที่ฮอตที่สุดในวงการภาพยนตร์เกาหลี  พงจุนโฮไม่ได้มี “Selling Power” หรือพลังดึงดูดผู้ชมเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นที่ยอมรับว่าเขาทำภาพยนตร์ได้สวยงามและน่าติดตาม   ภาพยนตร์เรื่อง Memories ( 2003 ) Monster และ Mother ( 2009 )  ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ และความสมบูรณ์ของภาพยนตร์   คิมยงฮวาถือว่าเป็นผู้กำกับที่ทำเงินได้แน่นอน  ตั้งแต่ Oh! Brothers ( 2003 ) 200 Pounds Beauty ( 2006 ) ถึง National Team ภาพยนตร์ของเขาไม่เคยขาดทุน  ในปีหน้าสองคนนี้จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้กำกับทั้งหลายที่จะกลับมาพร้อมกับภาพยนตร์เรื่องใหม่   ผู้กำกับที่ผู้ชมเกาหลีรักและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดจะกลับมาแล้ว 

ผู้กำกับดังที่จะกลับมาพร้อมกับภาพยนตร์ระดับสากล
เป็นที่คาดการว่าในปี 2013 นี้   ภาพยนตร์เรื่องที่น่าสนใจมากที่สุดต้องเป็นของคิมจีอุนและพักชันอุก  ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำภาพยนตร์ระดับฮอลลีวูด   ผู้กำกับคิมจีอุนที่กำกับเรื่อง The Good, The Bad, The Weird ( 2008 ) หันมาเลือกนักแสดงคนเหล็กอย่าง Arnold Schwarzenegger  อดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียมาแสดงเรื่อง The Last Stand ใช้เงินลงทุน  30 ล้านเหรียญ ( เงินทุนเท่านี้ฮอลลีวูดถือว่าขนาดปานกลาง ) เป็นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจท้องถิ่นต่อสู้กับหัวหน้ามาเฟียที่อยู่ชายแดนเม็กซิโก  ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมจะเริ่มเข้าฉายในอเมริกา   ตามมาด้วยฝรั่งเศส  อังกฤษ  อิตาลี  สเปน  บราซิล ญี่ปุ่น ไต้หวัน  รวมทั้งหมดก็ 50 ประเทศด้วยกัน
ผู้กำกับพักชันอุกก็จะมีหนังที่ถ่ายทำในฮอลลีวูดเป็นครั้งแรกเหมือนกัน  ภาพยนตร์แนว Mystery Thriller  ชื่อ “Stoker” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่คุณพ่อเสียชีวิต  จากนั้นแม่และชายแปลกหน้าก็นำเรื่องน่าลุ้นมาให้เธอลิ้มรส   เรื่องนี้มีนักแสดงชื่อดังอย่างเช่น Nicold Kidman, Mia Wasikowska, Matthew Goode ลงทุนไป 12 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือเรื่อง “Snow Piercer” ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสของผู้เขียน Jacques Lob และ Jean-Marc Rochette เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลกที่อยู่ในช่วงยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งและมนุษย์ที่รอดชีวิตเหลืออยู่ต้องขึ้นรถไฟที่วิ่งไปไม่มีวันหยุด รถไฟที่มีหลายชนชั้น  มีการวางแผน  มีเรื่องราวของความรัก  มีการหักหลัง  ความรุนแรง  การประท้วง  ได้นักแสดง Chris Evans จาก The Avengers, Tilda Swinton จาก We Need to Talk About Kevin, Octavia Spencer จาก The Help

ภาพยนตร์หลายประเภทของผู้กำกับเกาหลี
 หนังเรื่องแรกที่ลงทุนเยอะในปี 2013 คือเรื่อง The Berlin File ( กำกับโดย Seung-wan Ryoo ) ลงทุนไปหนึ่งหมื่นล้านวอน ( 286 ล้านบาท) เป็นหนัง Action Thriller ที่มีตำรวจลับดำเนินโครงการบางอย่างอยู่ที่เบอร์ลิน  มีนักแสดงชื่อดังมากกว่าเรื่อง The Thieves เสียอีก  จากเรื่องนี้และอีกหลายเรื่องทำให้ดูเหมือนว่าเรื่องตำรวจลับของเกาหลีเหนือและใต้จะเป็นเทรนใหม่ของปี 2013      
 The Negotiator เป็นภาพยนตร์แนวตลกเล่าเรื่องตำรวจลับที่เก่งที่สุดของฝั่งใต้และฝั่งเหนือ  ซอลคยองกูและมุนโซรีแสดงเป็นคู่สามีภรรยา  นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์อีกเรื่องชื่อว่า Classmate ที่แสดงโดย ท็อป ( เชซึงฮยอน ) สมาชิกวง Big Bang  และอีกเรื่องที่มีสายลับจากเกาหลีเหนือที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการอย่างคิมซูฮยอนในชื่อว่า Secretly Greatly ด้วย   ผู้กำกับคังอูซอกจะกลับมาพร้อมกับเรื่อง The Legendary Fist เป็นเรื่องนักสู้ 3 คนที่เก่งที่สุดต่อสู้กันแต่สรุปไม่ได้ว่าใครเก่งที่สุด หลังจาก  25 ปีผ่านไปพวกเขาดันต้องมาเจอกันในรายการเรียลลิตี้โชว์
Action, Crime, Thriller, Mystery  น่าจะเป็นที่นิยมในปี 2013 ด้วย รวมทั้ง Comedy และ Drama ก็จะกระโจนเข้ามาผสมด้วยเพื่อสร้างความท้าทายให้แก่ผู้กำกับและคนดู 

“พลังของภาพยนตร์เกาหลี : สนุกและพูดถึงสังคมหลายแบบ”
อะไรคือพลังของภาพยนตร์เกาหลีที่ทำให้การมุ่งมั่นพัฒนาแบบนี้เกิดขึ้นได้ ? คำตอบอาจเป็นการเล่าเรื่องที่แน่น  มาพร้อมภาพที่สวยงาม   ทั้งหมดนี้ไม่แพ้ฮอลลีวูดหรือไม่ก็ใกล้เคียงกับฮอลลีวูด  แค่ดูความสำเร็จของ The Thieves ก็รู้แล้วว่าเทรนด์ความนิยมของคนเกาหลีเปลี่ยนไปแล้ว  และภาพยนตร์เกาหลีก็สามารถทำได้   เทรนด์ใหม่อาจไม่ใช่แรงจูงในทางประวัติศาสตร์เสียขนาดนั้น   แต่มันต้องทำให้ผู้ชมสนุกและมีอารมณ์ร่วมให้ได้  ทั้งยังอาศัยหลักสูตรใหม่ของโลกปัจจุบัน  คือใช้ดาราดังทั้งในเกาหลีและฮอลลีวูดมาเรียกเสียงเชียร์  ดูได้จากผู้กำกับหลายคนที่เรากล่าวมา  พวกเขาไม่เพียงแค่กระโจนเข้าฮอลลีวูด  แต่พวกเขากระโจนเข้าสู่โฉมหน้าของโลกใบนี้
แต่ภาพยนตร์เกาหลียังคงมีความเป็นเกาหลีอยู่   ทั้งสังคม การเมือง  วัฒนธรรม มีหลากอารมณ์ ผสมผสานอยู่ในภาพยนตร์ที่สร้างขึ้น  นั่นคืออีกพื้นฐานหนึ่งของยุค Renaissance ของภาพยนตร์เกาหลี ภาพยนตร์เรื่องกวังเฮ เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้ากวังเฮที่ถือว่าเป็นหนึ่งในพระราชาที่เปี่ยนไปด้วยอารมณ์มากมายเหลือเกิน  เขาต้องเผชิญหน้ากับบริวารที่ประท้วง  จนรู้สึกว่าตัวเองจะต้องถูกฆ่า  ในที่สุดต้องคิดแผนหาคนที่หน้าเหมือนตนมาดำรงตำแหน่ง   ในเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับการเมือง
 เรื่อง Everything about my wife เป็นเรื่องเกี่ยวกับสามีที่เบื่อชีวิตการแต่งงานจึงจ้างผู้ชายเจ้าชู้ให้มายัวยวนภรรยาของตัวเอง  และเรื่อง Love Fiction เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเขียนที่รักกับผู้หญิงที่หย่ากับสามีแล้ว  สองเรื่องนี้เป็นหนังโรแมนติกคอมมาดี้ที่แปลกและน่าสนใจในแบบเกาหลี  สะท้อนความเป็นสังคมคนเกาหลีได้ชัดเจน   ภาพยนตร์เรื่อง Yeon-ga-si หรือ Derange ( 2012 ) ก็แปลกและน่าสนใจ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าคนที่ทำให้สังคมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร   สังคมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมเกาหลีในช่วงวิกฤติ 
ภาพยนตร์เกาหลีมีหลากหลายประเภท  มี Action, Thriller, Comedy, Fantasy และ Gangster  ทั้งสนุกในแบบของตัวเองและแสดงถึงความคิดของคนเกาหลีที่มีต่อสังคมให้โลกรู้ ทั้งผู้กำกับและนักแสดงเกาหลีก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก  ได้รับความเชื่อถือและการสนับสนุนจากผู้ชมเกาหลี  Market  Share หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของภาพยนตร์เกาหลีในประเทศเกาหลีมีมากถึง 60%   ทั้งๆ ที่ในโลกนี้มีประเทศที่ภาพยนตร์ของประเทศตัวเองมี Market  Share มากกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่น้อยมาก   ด้วยความรักและการสนับสนุนของผู้ชม  ภาพยนตร์เกาหลีจะก้าวไปอีกไกล  เราต้องวิ่งไม่มีวันหยุด หวังว่าภาพยนตร์เกาหลีก็จะวิ่งไปไม่มีวันหยุดท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันนี้และอยู่รอดปลอดภัยให้ได้